พิ้งค์นภา

ผู้เขียน หัวข้อ: สถานที่ท่องเที่ยว "อยุธยา" กรุงเก่าของเราแต่ก่อน  (อ่าน 2 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ sudteen555

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 824
    • ดูรายละเอียด
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นอดีตราชธานีของไทย มีหลักฐานของการเป็นเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 16 - 18 โดยมีร่องรอยของที่ตั้งเมือง โบราณสถาน วัตถุโบราณ และเรื่องราวสถานะการณ์ในลักษณะ ตำนานพงศาวดาร ไปจนถึงหลักศิลาจารึก หน่วยงานเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แล้วก็วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ลงความเห็นให้ประกาศจดทะเบียนนครประวัติศาสตร์อยุธยาเป็น " มรดกโลก " เมื่อวันที่ 13 เดือนธันวาคม 2534 มีพื้นที่ครอบคลุมในรอบๆโบราณสถานเมืองอยุธยา
อยุธยา นอกเหนือจากการที่จะเป็นจังหวัดที่มีเรื่องมีราวราวทางประวัติศาสตร์ของเมืองไทย มีโบราณสถานที่น่าดึงดูดมากมายก่ายกอง แถมการเดินทางไปอยุธยาก็ไม่ได้ยากด้วย เนื้อหานี้จะพาไปพบกับ 10 ที่เที่ยวห้ามพลาด ประกันโดย 'สำนักงานจังหวัดอยุธยา'
 
1.พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย  อยุธยา

ทุ่งมะขามหย่องตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เคยเป็นสนามรบการสู้รบระหว่างไทย-เมียนมาร์หลายคราว จนกระทั่งกำเนิดเป็นมหาวีรกรรมเป็น เมื่อครั้งที่สมเด็จพระสุริโยทัยพระอัครมเหสีของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงทำยุทธหัตถีกับพระผู้เป็นเจ้าแปรกระทั่งจำต้องพระแสงของ้าวตายบนคอช้าง รวมทั้งยังเป็นสนามรบในศึกอื่นๆอีกมาจำนวนมากและก็ฉะนั้น ทางรัฐบาลจึงได้ทำโครงการสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย เป็นโครงการจัดทำขึ้นตามความคิด รัฐบาลรวมทั้งประชาราษฎร์ชาวไทยได้ร่วมกันสร้างก้มเกล้าฯมอบเพื่อสรรเสริญสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พุทธศักราช 2535
 
2.วัดมหาธาตุ  อยุธยา

เป็นปรางค์ที่สร้างในระยะต้นของยุคอยุธยาซึ่งได้รับอิทธิพลของปรางค์เขมรผสมอยู่ ด้านล่างก่อสร้างด้วยหินแลงแต่ว่าที่เสริมใหม่ตอนบนเป็นก้อนอิฐถือปูน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้ทรงแก้ไขฟื้นฟูพระปรางค์ใหม่โดยเสริมให้สูงกว่าเดิม แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ยอดพังลงมาเหลือเพียงแค่ชั้นมุขเพียงแค่นั้น รวมทั้งสิ่งที่น่าสนใจในวัดอีกอย่างคือ เศียรพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพุทธรูปนี้จะร่วงลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในยุคเสียกรุงจนถึงรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความสวยสดงดงามประหลาดตาไปอีกแบบ ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของสงฆ์พระศรีสรรเพชญ์

3.วัดพระราม  อยุธยา

เป็นวัดที่ใหญ่มโหฬารกว้างใหญ่ มีพระปรางค์ขนาดใหญ่เห็นเด่นชัดแต่ไกล องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐสอปูน เป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาช่วงต้นที่นิยมทำเป็นพระปรางค์ เพราะว่าได้รับอิทธิพลแบบเขมรโบราณจากเมืองละโว้ (ลพบุรี)
อยู่นอกเขตราชสำนักไปทางด้านทิศตะวันออก ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร สมเด็จพระราเมศวรทรงผลิตขึ้นตรงรอบๆที่ถวายพระเพลิงศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่1 (พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา วัดนี้มีสระขนาดใหญ่อยู่หน้าวัด เมื่อมีการสร้างกรุงศรีอยุธยา คงจะมีการขุดเอาดินในหนองมาถมพื้นที่วังรวมทั้งวัด พื้นที่ที่ขุดเอาดินมาได้แปลงเป็นบึงใหญ่ สระมีชื่อปรากฎในกฎมนเทียรบาลว่า "บึงชีขัน" ถัดมาเปลี่ยนแปลงชื่อเป็น "สระพระราม" ตอนนี้เป็น "สวนสาธารณะบึงพระราม" ซึ่งใช้เป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจ.พระนครศรีอยุธยา และสำหรับนักเดินทางที่มาเยี่ยม
 
 
4.วัดแม่นางปลื้ม  อยุธยา
 

 

วัดแม่นางปลิ้ม แม่ปลื้มเป็นราษฎรอยู่ริมน้ำระเบียงเมืองหลวงผู้เดียว ไม่มีลูกหลาน วันหนึ่งสมเด็จพระนเรศวร(ทรง)พายเรือมาแต่ว่าท่านเดียว ท่ามกลางฝนเมื่อเสด็จมาถึงเห็น(ชม)กระท่อมยังมีแสงสว่างตะเกียงอยู่ เวลานั้นเย็นอยู่ สมเด็จพระนเรศวรก็เลยได้(ทรง)แวะขึ้นมาในกระท่อมเธอยินดีเห็น ผู้ชายเสื้อผ้าแฉะขึ้นมา จึงได้กล่าวชักชวนด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ว่าพระองค์ท่านทรงเสียงดังตามลักษณะท่าทางของทหารชาตินักรบ แม่ปลาบปลื้มได้กล่าวตักเตือนว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าเสียงดังนักเลย ปัจจุบันนี้ค่ำมากมายแล้วประเดี๋ยวพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงได้ยินจะโกรธเอาท่านกลับตรัสด้วยเสียงอันดังขึ้นอีกว่า เราอยากดื่มน้ำจันทน์ เราแฉะข้าหนาว อยากไดน้ำจันทน์ให้ร่างกานอบอุ่นทันทีแม่ปลื้มยิงตระหนกตกใจมากยิ่งขึ้นอีก ด้วยเหตุว่าวันนี้เป็นวันพระ แม่ปลาบปลื้มได้พูดว่า ถ้าเกิดจะดื่มจริงๆเจ้าจำต้องข้อตกลงว่า ไม่ให้เรื่องแพร่หลายเดี๋ยวพระผู้เป็นเจ้า แผ่นดินทราบ จะอันตราย พระพระราชารับปาก แม่ปลาบปลื้มก็เลยหยิบน้ำจันทน์ให้กิน(กิน) สมเด็จพระนเรศวรได้ประทับค้างที่บ้านของแม่ปลื้มยามเช้าได้เสด็จกลับวัง ต่อมาได้จัดขบวนมารับแม่ปลื้มไปเลี้ยงในวัง ด้วยความที่แม่ปลื้มกระเป๋านคนมีเมตตา ควรรัจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ภายหลังแม่ปลื้มเสียชีวิต สมเด้จพระกษัตริย์จัดงานศพให้สมเกียรติ แล้วสมเด็จพระพระราชาก็เลยสร้างวัดให้แม่ยินดี นามว่า "วัดแม่นางยินดี" พระประทานของตรงนี้ คือ หลวงพ่อขาว ซึ่งสวยสดงดงามมาก
 
 
5.วังช้างอยุธยา แล เพนียด

ลานพักช้างน้อย ลานนี้ถือเป็นข้อดีของวังช้างแห่งนี้เลยก็ว่าได้ เพราะว่ามีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยงตรงได้เล่นกับช้างแสนสวยเยอะมาก เมื่อเข้าไปจะมีข้าราชการคอยต้อนรับ มีบริการการถ่ายรูปกับช้าง ค่าบริการเพียงแต่ท่านละ 40 บาท หากไปในวันเสาร์อาทิตย์ หรือ วันหยุดนักขัตฤกษ์ จะได้ชมการโชว์ความรู้ความเข้าใจของช้างน้อยประกอบกับเสียงเพลง มีคนพากษ์ รวมทั้งเสริมด้วยกิจกรรมลอดท้องช้าง ให้เป็นมิ่งขวัญสำหรับผู้มาเยือน ถ้าเกิดไปวันปกติตรงนี้ก็มีบริการขี่ช้างวันแล้ววันเล่า ตั้งแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. ถ้าใครพอใจที่จะมาพักค้างคืนเพื่อมาซับกับวิถีชีวิตการเลี้ยงช้างของหมู่บ้านช้างเพนียดหลวง ก็สามารถติดต่อขอพักได้ในโครงการ 'ประสบการณ์คราวหนึ่งที่มาเลี้ยงช้างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา' สามารถถามเพิ่มพอดี หมายเลขโทรศัพท์ 08-6901-3981 หรือ 08-1821- 7065
 
 
6.วัดภูเขาทอง อยุธยา
 

เป็นวัดที่ได้รับความนิยมมากวัดหนึ่งที่จะต้องมีให้ได้ในเทศกาลไหว้พระเก้าวัด พระผู้เป็นเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเป็นผู้สร้างเทือกเขาทองขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2112 คราวเคลื่อนพลมาตีกรุงศรีอยุธยา ขณะที่ประทับอยู่จังหวัดอยุธยาได้สร้างพระเจดีย์เทือกเขาทองคำใหญ่แบบมอญขึ้นไว้เป็นที่ระลึกเมื่อคราวรบชนะไทย โดยลักษณะของฐานเจดีย์มีลักษณะคล้ายกับแบบมอญประเทศพม่า คาดคะเนว่าสร้างเจดีย์องค์นี้ขึ้นเพื่อชัยชนะแต่ว่าทำเป็นเพียงแต่ฐานราก แล้วยกพลกลับ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ห่างจากพระราชสำนักหลวงไปราวๆ 2 กิโล สามารถใช้ทางเดียวกับทางไปจังหวัดอ่างทอง ถนนหลวงหมายเลข 309 กิโลเมตรที่ 26จะมีป้ายสำหรับบอกทางแยกซ้ายไปวัดนี้ วัดภูเขาทองคำนี้หนังสือคำพูดให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า ได้ทำขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวรเมื่อปี พุทธศักราช 1930 ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกู้เอกราชคืนมาเมื่อ พ.ศ. 2127 ก็เลยโปรดเกล้าโปรดกระหม่อให้สร้างเจดีย์แบบไทยไว้เหนือฐานแบบมอญแล้วก็พม่าที่สร้างเพียงแต่พื้นฐานไว้  ณ สมรภูมิทุ่งมะขามหย่อง ความสามารถช่างมอญเดิมจึงปรากฏเหลือเพียงแค่ฐานทักษิณด้านล่างแค่นั้น เจดีย์เทือกเขาทองคำจึงมีลักษณะสถาปัตยกรรมสองแบบผสมกัน
 
อยุธยาไม่ได้มีที่เที่ยวเพียงแต่นี้ แม้กระนั้นยังมีที่เที่ยวที่รอคอยคุณไปเยี่ยมอีกเยอะแยะ เล่าเรียนข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บ 'ที่ทำการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา'
 
 
7.ตลาดน้ำอโยธยา  อยุธยา


เป็นจุดศูนย์รวมนัก ท่องเที่ยวคนประเทศไทย และก็คนประเทศอื่นที่กำลังจะได้เพลิดเพลินเจริญใจไปกับบรรยากาศ และก็ทัศนียภาพอันสวยงามแบบไทยๆด้วยการเดินดูตลาดเพื่อลองอาหารรสชาดอร่อยๆ เรียบลำคลองยาว หรือจะซื้อหาอาหารของฝากบนร้านรวง ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนไทยอันงดงาม รอบตลาดท้องน้ำอโยธยาของเรา ก็เพลิดเพลินเจริญใจไม่แพ้กัน ขณะเดียวกันนี้ก็ยังมีเรือบริการรับส่ง ไปยังท่าเรือข้างในตลาดอีกด้วยเพื่อ สะท้อนถึงวิถีการ เดินทางในอดีตสมัย ตลาดท้องน้ำอโยธยา เปิดให้บริการทุกๆวัน ในช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับเพื่อการมาเที่ยวน่าจะเป็นช่วงเย็นของทุกๆวัน เพราะเหตุว่าแดดร่มลมตก อากาศเย็นสบายเดินช๊อปปิ้งสุขใจแน่ๆ ยิ่งวันหยุดคนบางครั้งก็อาจจะเยอะหน่อยนะ มีของฝากและก็ ของกินจำนวนมากให้กินกันตลอดวัน
 
8.วัดหน้าพระเมรุ  อยุธยา[/url]


เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่มิได้ถูกประเทศพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจ.พระนครศรีอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดยาว 50 เมตร กว้าง 16 เมตรเป็นแบบอยุธยาช่วงต้นซึ่งมีเสาอยู่ด้านใน ตั้งอยู่ขอบลำคลองสระบัวด้านทิศเหนือของคูน้ำ (เดิมเป็นแม่น้ำลพบุรี) ตรงกันข้ามกับราชสำนักหลวง สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนแรก พุทธศักราช 2046 มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชิการาม" ซึ่งมีอยู่ข้างโบสถ์ พุทธรูปหินผาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยอาณาจักรทวาราวดีนี้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทย
 
9.วัดพระศรีสรรเพชญ์ อยุธยา


เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเปรียบเทียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่กรุงเทพฯหรือวัดมหาธาตุที่กรุงสุโขทัย ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระผู้เป็นเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระราชมณฑิรเป็นที่ประทับที่รอบๆนี้ ถัดมาสมเด็จพระบรมตรีโลกทุ่งนาถทรงย้ายพระราชวังขึ้นไปด้านเหนือและอุทิศที่ดินเดิมให้สร้างวัดขึ้นภายในเขตพระราชสำนักรวมทั้งโปรดเกล้าฯให้สร้างเขตพุทธาวาสขึ้น เพื่อเป็นที่สำหรับประกอบพิธีสำคัญต่างๆก็เลยเป็นวัดที่ไม่มีภิกษุจำพรรษา ต่อมาในยุคสมเด็จพระรามาหัวหน้าที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระสถูปเจดีย์ใหญ่สององค์เมื่อ พ.ศ.2035 องค์แรกทางทิศตะวันออกเพื่อใส่พระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมตรีโลกทุ่งนาถพระราชบิดาแล้วก็องค์ที่สองคือองค์กลางเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระบรมราเชนทร์ที่ 3 พระบรมเชษฐา ถัดมาในปี พ.ศ. 2042 ทรงสร้างพระวิหารขนาดใหญ่รวมทั้งในปี พ.ศ.2043 ทรงหล่อพุทธรูปยืนสูง 8 วา (16 เมตร) หุ้มห่อด้วยทองคำหนัก 286 ชั่งน้ำหนัก (ประมาณ 171 โล) ตั้งไว้ภายในวิหาร นามว่า "พระศรีสรรเพชญดาญาณ" ซึ่งคราวหลังเมื่อคราวเสียกรุง พุทธศักราช 2310 ประเทศพม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด ในยุครัตนโกสินทร์ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้เชิญส่วนประกอบชำรุดทรุดโทรมของพระประธานองค์นี้ลงมาจังหวัดกรุงเทพมหานครรวมทั้งบรรจุองค์ประกอบซึ่งซ่อมแซมไม่ได้เหล่านั้นเอาไว้ในเจดีย์องค์ใหญ่ที่ทำขึ้นแล้วพระราชทานชื่อเจดีย์ว่า "เจดีย์สรรเพชญดาญาณ" สำหรับเจดีย์องค์ลำดับที่สามถัดมาทางทิศตะวันตก สมเด็จพระบรมราเชนทร์ที่ 4 (พระหน่อพุทธังกูร) ลูกชายได้โปรดเกล้าฯให้ทำขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระรามาหัวหน้าที่ 2 เจดีย์สามองค์นี้เป็นเจดีย์แบบลังกา ระหว่างเจดีย์แต่ละองค์มีมณฑปก่อคั่นไว้ซึ่งคงจะมีการสร้างในราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองคำ แล้วก็มีร่องรอยการบูรณะ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหารพระมงคลบพิตรในเขตอุทยานประวัติศาสตร์จังหวัดอยุธยา
 
 
10.วัดใหญ่ชัยมงคล  อยุธยา



 

วัดใหญ่ชัยมงคลถือได้ว่าวัดมีความสำคัญทางประวัติศาตร์เยอะที่สุดรวมทั้งเป็นวัดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาสูงที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็เลยเป็นธรรมดาที่จะประสบพบเห็นนักท่องเที่ยวหลายชิ้นเดินทางมายังวัดแห่งนี้ จุดสนใจของวัดใหญ่ชัยมงคลนี้ คือเรื่องราวทางประวัติศาตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมถึงสถาปัตยกรรมที่สะดุดตา ชมเจดีย์ที่สูงที่สุดในอยุธยา ข้างหลังวัดมีตำหนักสมเด็จพระกษัตริย์มหาราช ให้ผู้เชื่อถือเลื่อมใสเข้ามาบูชา ยิ่งไปกว่านี้ รอบๆ บริเวณยังมีมีสวนหย่อมที่สวยสดงดงามให้พักผ่อนอีกด้วยนักท่องเที่ยวที่อยากมาท่องเที่ยวอยุธยาก็เลยไม่สมควรพลาดอย่างยิ่ง
 
 

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง : http://travel.sanook.com/1390156

Tags : อยุธยา, ที่เที่ยวอยุธยา